คนโบกรถกิโลที่สิบสาม
หลังเที่ยงคืน ผมขับรถกลับต่างจังหวัดคนเดียว ถนนสายรองมืดจนไฟสูงยังเหมือนส่องเข้าไปในหมอก ข้างหลักกิโลเมตรที่ 13 มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถ เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีด อุ้มถุงผ้าดอกมะลิ บอกเสียงเบาว่า “ขอต



หลังเที่ยงคืน ผมขับรถกลับต่างจังหวัดคนเดียว ถนนสายรองมืดจนไฟสูงยังเหมือนส่องเข้าไปในหมอก ข้างหลักกิโลเมตรที่ 13 มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถ เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีด อุ้มถุงผ้าดอกมะลิ บอกเสียงเบาว่า “ขอติดไปลงหน้าวัดโค้งมะขาม แค่ตรงนั้นก็พอ” ผมลังเล แต่ฝนเริ่มลงเม็ด จึงปลดล็อกประตูหลัง ระหว่างทาง เธอไม่พูดอะไร นอกจากฮัมเพลงกล่อมเด็กเก่า ๆ กลิ่นธูปเปียกฝนลอยเต็มรถ ผมชวนคุยว่าไปหาใคร เธอตอบเพียง “เขารออยู่ใต้ศาลา” พอถึงหน้าวัด ผมจอดเปิดไฟในรถ หันไปบอกว่าถึงแล้ว เบาะหลังว่างเปล่า ประตูยังล็อกอยู่ มีแค่ถุงผ้าวางบนพื้น ในถุงไม่มีมะลิ มีรูปถ่ายซีด ๆ ของรถผมเอง จอดคว่ำอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 13 ผมรีบติดเครื่อง แต่กระจกหลังค่อย ๆ เป็นฝ้า มีนิ้วเขียนจากด้านในว่า “คราวนี้ถึงบ้านแล้ว” แล้วเสียงฮัมเพลงก็ดังมาจากเบาะคนขับ ข้าง ๆ หูผม
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่ผ่านการตรวจ
แฟ้มหลอนที่เกี่ยวข้อง

นางตานีใต้แสงจันทร์ดับ
หลังเที่ยงคืน คนแก่ในบ้านหนองสาบานห้ามใครเดินผ่านสวนกล้วยท้ายวัด เพราะมีต้นกล้วยตานีต้นหนึ่งไม่เคยออกเครือ แต่ทุกคืนวันพระจะมีเสียงผู้หญิงฮัมเพลงกล่อมเด็กดังมาจากกาบใบ

หมาหอนคืนศุกร์ 13
คืนศุกร์ที่ 13 ฝนพรำตั้งแต่หัวค่ำ หมู่บ้านเงียบเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าดำ ยายแช่มเคยบอกว่า ถ้าหมาทั้งหมู่บ้านหอนพร้อมกันหลังเที่ยงคืน ห้ามใครขานรับเด็ดขาด เพราะมันไม่ได้หอนใส่คนเป็น

เสียงเรียกจากใต้ต้นไทร
คืนเดือนดับ ภพหลงเข้าไปในวัดร้าง และได้ยินเสียงของเปรตที่รู้ความลับซึ่งเขาไม่เคยบอกใคร

รูปถ่ายใบที่สิบสาม
ผมได้กล้องฟิล์มเก่าจากตลาดนัดหลังวัด คนขายบอกว่าเหลือฟิล์มอยู่สิบสองใบพอดี คืนแรกผมลองถ่ายเล่นในบ้าน หลังงานศพยายเพิ่งผ่านไปสามวัน บ้านยังมีกลิ่นธูปติดผ้าม่าน ผมถ่ายหิ้งพระ ทางเดิน ห้องครัว เก้าอี้โยก