รูปถ่ายใบที่สิบสาม
ผมได้กล้องฟิล์มเก่าจากตลาดนัดหลังวัด คนขายบอกว่าเหลือฟิล์มอยู่สิบสองใบพอดี คืนแรกผมลองถ่ายเล่นในบ้าน หลังงานศพยายเพิ่งผ่านไปสามวัน บ้านยังมีกลิ่นธูปติดผ้าม่าน ผมถ่ายหิ้งพระ ทางเดิน ห้องครัว เก้าอี้โยก


ผมได้กล้องฟิล์มเก่าจากตลาดนัดหลังวัด คนขายบอกว่าเหลือฟิล์มอยู่สิบสองใบพอดี คืนแรกผมลองถ่ายเล่นในบ้าน หลังงานศพยายเพิ่งผ่านไปสามวัน บ้านยังมีกลิ่นธูปติดผ้าม่าน ผมถ่ายหิ้งพระ ทางเดิน ห้องครัว เก้าอี้โยกของยาย รวมทั้งหมดสิบสองครั้ง เสียงชัตเตอร์ครั้งสุดท้ายดังแปลก ๆ เหมือนมีคนถอนหายใจข้างหู
เช้าวันต่อมา ผมเอาฟิล์มไปล้าง ร้านโทรมาบอกว่า “ได้สิบสามรูปนะครับ” ผมหัวเราะ คิดว่าเขานับผิด แต่พอรับรูป มือผมเย็นทันที สิบสองใบแรกเป็นภาพที่ผมถ่ายจริง เพียงแต่ทุกใบมีเงาผู้หญิงแก่ยืนอยู่ไกล ๆ ตรงมุมมืด ใบแรกอยู่หน้าประตู ใบต่อมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ใบที่สิบสามไม่ได้ถ่ายจากกล้องของผม มันเป็นภาพผมนั่งดูรูปอยู่บนเตียง ในมือกำลังถือรูปใบที่สิบสามนี้เอง ด้านหลังผม ยายนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ยิ้มให้กล้อง
ใต้ภาพมีลายมือสั่น ๆ เขียนว่า “ถ่ายครบแล้ว เหลือแค่กลับมาอยู่ในรูป”
ตอนนี้ผมหาร่างตัวเองในกระจกไม่เจอแล้ว มีแต่ภาพถ่ายใบหนึ่งสะท้อนกลับมาแทน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่ผ่านการตรวจ
แฟ้มหลอนที่เกี่ยวข้อง

เสียงเรียกจากใต้ต้นไทร
คืนเดือนดับ ภพหลงเข้าไปในวัดร้าง และได้ยินเสียงของเปรตที่รู้ความลับซึ่งเขาไม่เคยบอกใคร

นางตานีใต้แสงจันทร์ดับ
หลังเที่ยงคืน คนแก่ในบ้านหนองสาบานห้ามใครเดินผ่านสวนกล้วยท้ายวัด เพราะมีต้นกล้วยตานีต้นหนึ่งไม่เคยออกเครือ แต่ทุกคืนวันพระจะมีเสียงผู้หญิงฮัมเพลงกล่อมเด็กดังมาจากกาบใบ

หมาหอนคืนศุกร์ 13
คืนศุกร์ที่ 13 ฝนพรำตั้งแต่หัวค่ำ หมู่บ้านเงียบเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าดำ ยายแช่มเคยบอกว่า ถ้าหมาทั้งหมู่บ้านหอนพร้อมกันหลังเที่ยงคืน ห้ามใครขานรับเด็ดขาด เพราะมันไม่ได้หอนใส่คนเป็น

คนโบกรถกิโลที่สิบสาม
หลังเที่ยงคืน ผมขับรถกลับต่างจังหวัดคนเดียว ถนนสายรองมืดจนไฟสูงยังเหมือนส่องเข้าไปในหมอก ข้างหลักกิโลเมตรที่ 13 มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถ เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีด อุ้มถุงผ้าดอกมะลิ บอกเสียงเบาว่า “ขอต