ห้อง 13 เสียงหัวเราะตอนตีสาม
แขกจากทางบ้านเล่าว่า ในโรงแรมเก่าริมทางแห่งหนึ่ง ห้องหมายเลข 13 มักมีเสียงเด็กหัวเราะดังขึ้นตอนตีสาม ทั้งที่ชั้นนั้นไม่มีเด็กเข้าพักเลยสักคน


เรื่องนี้ถูกส่งมาจากคุณผึ้ง ขออนุญาตเล่าในชื่อสมมติ และขอไม่ระบุชื่อโรงแรมกับจังหวัด เพราะสถานที่นั้นยังเปิดให้บริการอยู่บางส่วน
คุณผึ้งเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน เธอกับเพื่อนร่วมงานต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อจัดงานสัมมนา โรงแรมที่บริษัทจองไว้เป็นโรงแรมเก่าริมถนนสายหลัก ตัวตึกสูงไม่มาก แต่ยาวลึกเข้าไปเหมือนตึกแถวที่ถูกต่อเติมหลายครั้ง ผนังด้านนอกทาสีครีมซีด ๆ มีรอยน้ำฝนไหลเป็นทางดำลงมาจากขอบหน้าต่าง
คืนแรก ทุกคนแยกย้ายเข้าห้องพักหลังเลิกงานเลี้ยง คุณผึ้งได้ห้อง 13 อยู่ชั้นสองสุดทางเดิน พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ยื่นกุญแจให้เธอช้ากว่าคนอื่นนิดหนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาว่า
“ถ้าได้ยินอะไรตอนกลางคืน ไม่ต้องเปิดประตูนะคะ”
คุณผึ้งคิดว่าเป็นมุกของโรงแรมเก่า หรือไม่ก็พนักงานแกล้งขู่เล่น เธอหัวเราะรับแล้วลากกระเป๋าขึ้นไปชั้นสอง
ทางเดินชั้นนั้นปูพรมสีแดงคล้ำ ไฟติด ๆ ดับ ๆ อยู่สองดวง กลิ่นอับเหมือนผ้าชื้นกับไม้เก่าคละกัน ห้อง 13 อยู่ห้องสุดท้ายติดบันไดหนีไฟ บนประตูมีเลข 13 เป็นแผ่นทองเหลืองหมองจนแทบอ่านไม่ออก
ภายในห้องดูปกติ เตียงเดี่ยวสองเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นหลังคาตึกเก่าข้าง ๆ แอร์เสียงดังนิดหน่อย แต่พอรับได้ คุณผึ้งอาบน้ำแล้วนอนเกือบเที่ยงคืน
เธอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหัวเราะ
ไม่ใช่เสียงดังมาก แต่ชัดเจนพอจะทำให้ลืมตาทันที
เป็นเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะคิกคักอยู่หน้าประตู
คุณผึ้งคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู เวลา 03:00 น. พอดี
ตอนแรกเธอคิดว่าอาจมีครอบครัวพาเด็กมาพัก แต่เสียงหัวเราะนั้นแปลก มันดังใกล้ประตูมาก เหมือนเด็กยืนเอาหน้าชิดบานไม้ แล้วหัวเราะใส่ช่องใต้ประตู
คิก… คิกคิก…
จากนั้นมีเสียงเหมือนลูกบอลยางกระเด้งเบา ๆ ตามทางเดิน
ตุบ… ตุบ… ตุบ…
เสียงหยุดตรงหน้าห้อง 13
คุณผึ้งนอนตัวแข็ง ไม่กล้าขยับ เธอนึกถึงคำเตือนของพนักงานขึ้นมาทันที: ถ้าได้ยินอะไรตอนกลางคืน ไม่ต้องเปิดประตู
ผ่านไปไม่ถึงนาที เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้อยู่หน้าประตู แต่อยู่ในห้อง
อยู่ปลายเตียงอีกฝั่งหนึ่ง
คุณผึ้งค่อย ๆ หันหน้าไปมอง เตียงข้าง ๆ ว่างเปล่า ผ้าห่มยังพับเรียบร้อย แต่ตรงพื้นใกล้ปลายเตียงมีเงาเล็ก ๆ คล้ายเด็กนั่งยอง ๆ อยู่ในมุมที่แสงไฟหัวเตียงส่องไม่ถึง
เธอบอกตัวเองว่าเป็นเงาจากเก้าอี้ เป็นเงาจากกระเป๋า เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คน
แล้วเสียงเด็กกระซิบขึ้นมาเบามาก
“พี่เห็นหนูไหม”
คุณผึ้งหลับตาแน่น สวดมนต์ในใจเท่าที่นึกออก พยายามหายใจให้เบาที่สุด เสียงหัวเราะคิกคักวนอยู่รอบห้อง เหมือนมีเด็กวิ่งเท้าเปล่าบนพรม ทั้งที่พื้นในห้องเป็นกระเบื้องเย็นเฉียบ
จากนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
สามครั้งช้า ๆ
เสียงผู้หญิงจากนอกห้องพูดตามมา
“คุณลูกค้า เปิดประตูหน่อยค่ะ มีของตกอยู่หน้าห้อง”
น้ำเสียงเหมือนพนักงานโรงแรม แต่คุณผึ้งรู้สึกว่ามันเรียบเกินไป เรียบเหมือนคนพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ มานานมาก เธอไม่ตอบ ไม่ลุก ไม่ขยับ
เสียงเคาะดังอีกสามครั้ง
แล้วเสียงเด็กหัวเราะก็ดังซ้อนขึ้นใกล้หู
“เปิดสิ พี่เปิดสิ”
คุณผึ้งบอกว่า ตอนนั้นเธอได้กลิ่นแป้งเด็กจาง ๆ ลอยมา ทั้งที่ในห้องไม่มีอะไรเกี่ยวกับเด็กเลย กลิ่นนั้นหวานและเย็น จนขนแขนลุกไปหมด
เธอนอนหลับตาอยู่อย่างนั้นนานเท่าไรไม่รู้ เสียงหัวเราะ เสียงเคาะ และเสียงลูกบอลค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิน จนทุกอย่างเงียบสนิท
พอเช้า คุณผึ้งรีบลงไปแจ้งขอเปลี่ยนห้อง พนักงานหน้าเคาน์เตอร์คนเดิมไม่ได้ถามเหตุผล แค่เงยหน้ามองเธอแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ได้ยินเสียงเด็กใช่ไหมคะ”
คุณผึ้งพยักหน้าแทบจะร้องไห้ พนักงานจึงเล่าให้ฟังว่า โรงแรมนี้เคยมีเรื่องเล่ามานานแล้วเกี่ยวกับห้อง 13 แต่ไม่มีใครพูดชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนว่าเคยมีครอบครัวหนึ่งมาพักแล้วเด็กหายไปในคืนฝนตก บางคนว่าเสียงนั้นเริ่มมีหลังจากโรงแรมต่อเติมปีกอาคารใหม่ทับพื้นที่เก่า แต่ทั้งหมดเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ไม่มีใครยืนยันได้
ที่แน่ ๆ คือ แขกหลายคนที่พักห้อง 13 มักตื่นตอนตีสาม ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ เสียงลูกบอลกระเด้ง และเสียงคนขอให้เปิดประตู
พนักงานย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าเปิดประตู เพราะเคยมีแขกบางรายเปิดออกไป แล้วพบว่าทางเดินว่างเปล่า แต่หลังจากคืนนั้น แขกคนนั้นจะฝันเห็นเด็กผู้หญิงคนเดิมตามกลับไปที่บ้านอยู่หลายคืน
คุณผึ้งได้ย้ายไปห้องชั้นล่าง และคืนนั้นเธอนอนเปิดไฟจนเช้า ก่อนเช็กเอาต์กลับกรุงเทพฯ ทันทีหลังจบงาน
หลายเดือนต่อมา เธอบังเอิญเจอเพื่อนร่วมงานที่เคยพักโรงแรมเดียวกันในทริปหลัง เพื่อนคนนั้นเล่าให้ฟังว่า โรงแรมเปลี่ยนเลขห้องใหม่แล้ว ห้อง 13 ถูกเปลี่ยนเป็นห้อง 12A
คุณผึ้งนึกว่าเรื่องคงจบ แต่เพื่อนกลับบอกประโยคหนึ่งที่ทำให้เธอเย็นวาบไปทั้งหลัง
“เขาเปลี่ยนเลขห้องก็จริง แต่เสียงหัวเราะยังดังหน้าห้องเดิม ทุกคืนตอนตีสามเหมือนเดิม”
ตั้งแต่นั้นมา คุณผึ้งไม่ยอมพักห้องสุดทางเดินในโรงแรมเก่าอีกเลย และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะในที่พักแปลก ๆ เธอจะเช็กเวลาก่อนเสมอ
เพราะถ้าเป็นตีสามพอดี… เธอจะไม่ลุกไปเปิดประตูเด็ดขาด
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นที่ผ่านการตรวจ
แฟ้มหลอนที่เกี่ยวข้อง

รูปถ่ายใบที่สิบสาม
ผมได้กล้องฟิล์มเก่าจากตลาดนัดหลังวัด คนขายบอกว่าเหลือฟิล์มอยู่สิบสองใบพอดี คืนแรกผมลองถ่ายเล่นในบ้าน หลังงานศพยายเพิ่งผ่านไปสามวัน บ้านยังมีกลิ่นธูปติดผ้าม่าน ผมถ่ายหิ้งพระ ทางเดิน ห้องครัว เก้าอี้โยก

นางตานีใต้แสงจันทร์ดับ
หลังเที่ยงคืน คนแก่ในบ้านหนองสาบานห้ามใครเดินผ่านสวนกล้วยท้ายวัด เพราะมีต้นกล้วยตานีต้นหนึ่งไม่เคยออกเครือ แต่ทุกคืนวันพระจะมีเสียงผู้หญิงฮัมเพลงกล่อมเด็กดังมาจากกาบใบ

หมาหอนคืนศุกร์ 13
คืนศุกร์ที่ 13 ฝนพรำตั้งแต่หัวค่ำ หมู่บ้านเงียบเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าดำ ยายแช่มเคยบอกว่า ถ้าหมาทั้งหมู่บ้านหอนพร้อมกันหลังเที่ยงคืน ห้ามใครขานรับเด็ดขาด เพราะมันไม่ได้หอนใส่คนเป็น

คนโบกรถกิโลที่สิบสาม
หลังเที่ยงคืน ผมขับรถกลับต่างจังหวัดคนเดียว ถนนสายรองมืดจนไฟสูงยังเหมือนส่องเข้าไปในหมอก ข้างหลักกิโลเมตรที่ 13 มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถ เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีด อุ้มถุงผ้าดอกมะลิ บอกเสียงเบาว่า “ขอต